ฉลากสารก่อภูมิแพ้ของอาหารเสริมต้องเขียนอย่างไรให้ผ่าน อย. และกลุ่มไหนบ้างที่ต้องแจ้ง ในปี 2569-2570

วิธีเขียนฉลากสารก่อภูมิแพ้

อาหารเสริมหนึ่งผลิตภัณฑ์อาจมีวัตถุดิบหลายชนิด ทั้งสารสำคัญ สารช่วยผลิต และส่วนประกอบของแคปซูล ซึ่งบางรายการอาจเป็นสารก่อภูมิแพ้หรือมีแหล่งที่มาจากวัตถุดิบที่ผู้บริโภคบางกลุ่มต้องหลีกเลี่ยง เช่น นม ถั่วเหลือง ปลา สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง หรือธัญพืชที่มีกลูเตน แม้ส่วนประกอบเหล่านี้จะมีปริมาณไม่มาก แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้อาหาร การได้รับสารเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้

การแสดงข้อมูลสารก่อภูมิแพ้บนฉลากจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มข้อความให้ครบถ้วน แต่เป็นการสื่อสารข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบและตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความใส่ใจของแบรนด์ต่อความโปร่งใสและความปลอดภัยของผู้บริโภค

ฉลากสารก่อภูมิแพ้ของอาหารเสริมต้องแสดงข้อความว่า

  • ในภาษาไทยมักเขียนว่า: “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มี …“
  • ในภาษาอังกฤษมักเขียนว่า: “Allergen Information: Contain …“

เมื่อใช้สารก่อภูมิแพ้เป็นส่วนประกอบ และ

  • ในภาษาไทยมักเขียนว่า: “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : อาจมี …” 
  • ในภาษาอังกฤษมักเขียนว่า: “Allergen Information: May contain …“

เมื่อมีโอกาสปนเปื้อนในกระบวนการผลิต โดยข้อความต้องอยู่ด้านล่างของการแสดงส่วนประกอบ และตัวอักษรต้องไม่เล็กกว่าตัวอักษรที่แสดงส่วนประกอบ

กลุ่มที่ต้องแจ้งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 450 พ.ศ. 2567 มี 10 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 10 คือ หอย หมึก และผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นของใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามา และช่วงผ่อนผันของสินค้าที่มีส่วนประกอบกลุ่มนี้สิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569

สิ่งที่ทำให้แบรนด์อาหารเสริมพลาดบ่อยกว่าธุรกิจอาหารทั่วไปคือ สารก่อภูมิแพ้ในอาหารเสริมมักไม่ได้อยู่ในสารสำคัญ แต่ซ่อนอยู่ในเปลือกแคปซูล สารเจือจาง และสารช่วยไหล ซึ่งคนออกแบบฉลากมักไม่ได้อ่านสูตรถึงชั้นนั้น

บทความนี้ไล่ให้ครบตั้งแต่กลุ่มที่ต้องแจ้ง ข้อยกเว้นรายวัตถุดิบที่ทำให้ไม่ต้องแจ้ง รูปแบบข้อความและตำแหน่งบนฉลาก ไปจนถึงเช็กลิสต์ 12 ข้อที่ใช้ตรวจก่อนส่งอาร์ตเวิร์กเข้าโรงพิมพ์

ทำไมฉลากสารก่อภูมิแพ้ถึงเป็นจุดที่แบรนด์อาหารเสริมพลาดบ่อยที่สุด

สาเหตุคือสารก่อภูมิแพ้ในอาหารเสริมส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสารสำคัญที่แบรนด์ตั้งใจใส่ แต่มาจากส่วนประกอบเบื้องหลังที่เจ้าของแบรนด์ไม่ได้เป็นคนเลือก เปลือกแคปซูลเจลาติน แลคโตสที่ใช้เป็นสารเจือจาง เลซิตินจากถั่วเหลืองที่ใช้เป็นอิมัลซิไฟเออร์ในซอฟท์เจล และมอลโทเดกซ์ตรินที่ใช้เป็นสารพา ทั้งหมดนี้อยู่ในเอกสารสเปกของวัตถุดิบ ไม่ได้อยู่ในหน้าโบรชัวร์การตลาด

ผลของการพลาดจุดนี้ไม่ได้จบที่ค่าปรับ ฉลากที่แสดงข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขและพิมพ์ใหม่ทั้งล็อต ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วค้างอยู่ในคลังจนกว่าฉลากใหม่จะมาถึง แผนเปิดตัวเลื่อน และในกรณีที่สินค้าออกสู่ตลาดไปแล้วก็ต้องเรียกคืน ต้นทุนจริงจึงเป็นค่าฉลากบวกค่าเสียโอกาสของทั้งล็อต

ข้อมูลจากต่างประเทศชี้ว่าปัญหานี้เกิดขึ้นสม่ำเสมอแม้ในตลาดที่มีระบบตรวจสอบเข้มงวด รายงานสรุปการเรียกคืนสินค้าของ USDA-FSIS สหรัฐอเมริกาปี 2025 ระบุว่ามีการเรียกคืน 42 ครั้ง โดยสารก่อภูมิแพ้ที่ไม่ได้แจ้งบนฉลากเป็นสาเหตุอันดับสองจำนวน 9 ครั้ง รองจากสิ่งแปลกปลอมในอาหาร 13 ครั้ง ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลของหน่วยงานสหรัฐฯ ไม่ใช่สถิติของประเทศไทย แต่สะท้อนว่าความผิดพลาดเรื่องฉลากสารก่อภูมิแพ้เป็นความเสี่ยงประจำของอุตสาหกรรม ไม่ใช่อุบัติเหตุที่นาน ๆ เกิดที

อีกเหตุผลที่ทำให้ปีนี้เป็นจังหวะสำคัญคือ ประกาศฉบับที่ 450 เพิ่มกลุ่ม หอย หมึก และผลิตภัณฑ์ เข้ามาเป็นกลุ่มที่ต้องแจ้ง และ อย. เปิดช่วงผ่อนผันเฉพาะฉลากของอาหารที่มีส่วนประกอบของหอย หมึก และผลิตภัณฑ์หอย หมึก ซึ่งได้รับเลขสารบบอาหารก่อนวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ให้จำหน่ายต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งผ่านไปแล้ว ฉลากอาหารเสริมที่ใช้สารสกัดหอยแมลงภู่เขียวหรือสารสกัดหอยนางรมและยังไม่ได้เติมข้อความนี้ จึงอยู่ในสถานะที่ต้องแก้แล้ว ไม่ใช่กำลังจะต้องแก้

กฏหมายข้อกำหนดเรื่องสารก่อภูมิแพ้ในไทย

กฎหมายไทยกำหนดเรื่องฉลากสารก่อภูมิแพ้ไว้อย่างไร

กฎหมายที่บังคับใช้อยู่ตอนนี้คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 450 พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2567 และยกเลิกประกาศฉบับที่ 367 พ.ศ. 2557 พร้อมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้งหมด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ใต้ประกาศฉบับนี้เช่นเดียวกับอาหารในภาชนะบรรจุประเภทอื่น

ข้อกำหนดเรื่องสารก่อภูมิแพ้ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งมีในปี 2567 แต่เป็นข้อกำหนดที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 2560 และถูกยกมาไว้ในประกาศฉบับใหม่พร้อมกับเพิ่มกลุ่มสารก่อภูมิแพ้อีกหนึ่งกลุ่ม เจ้าของแบรนด์ที่เคยทำฉลากมาก่อนหน้านี้จึงไม่ต้องรื้อทั้งใบ แต่ต้องตรวจว่าฉลากเดิมครอบคลุมกลุ่มที่เพิ่มเข้ามาแล้วหรือยัง

ประกาศฉบับที่ 383 พ.ศ. 2560 วางกติกาอะไรไว้

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 383 พ.ศ. 2560 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 2) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เป็นฉบับที่นำการแสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารเข้ามาไว้ในกฎหมายฉลากอาหารของไทยอย่างเป็นระบบ โดยแก้ไขข้อ 4 ของประกาศฉบับที่ 367 และกำหนดกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ไว้ 9 กลุ่ม

ฉบับที่ 383 เป็นฉบับที่วางรูปแบบข้อความมาตรฐาน รูปแบบการแสดงในกรอบ ตำแหน่งใต้ส่วนประกอบ และรายการข้อยกเว้นรายวัตถุดิบไว้ทั้งหมด ถ้อยคำเหล่านี้ถูกยกมาใช้ต่อในฉบับที่ 450 แทบไม่เปลี่ยน ดังนั้นเอกสารอธิบายและตัวอย่างฉลากที่ อย. เคยเผยแพร่ในยุค 367 และ 383 ยังใช้เป็นแนวเทียบได้ แม้ตัวประกาศจะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม

ประกาศฉบับที่ 450 พ.ศ. 2567 เปลี่ยนอะไร และเส้นตายผ่านไปแล้วเมื่อไหร่

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในฉบับที่ 450 คือกลุ่ม หอย หมึก และผลิตภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในลำดับสุดท้ายของรายการสารก่อภูมิแพ้ ต่อจากกลุ่มซัลไฟต์ ทำให้กลุ่มที่ต้องแจ้งเพิ่มจาก 9 กลุ่มเป็น 10 กลุ่ม

ช่วงผ่อนผันคือจุดที่เจ้าของแบรนด์ต้องดูให้ชัด อย. กำหนดให้ฉลากของอาหารที่มีส่วนประกอบของหอย หมึก และผลิตภัณฑ์หอย หมึก ซึ่งได้รับเลขสารบบอาหารก่อนวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ยังคงจำหน่ายต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 หมายความว่าฉลากที่สูตรมีวัตถุดิบกลุ่มนี้แต่ยังไม่ได้เติมข้อความ พ้นช่วงผ่อนผันไปแล้ว การแก้ไขจึงไม่ใช่งานที่รอรอบพิมพ์ถัดไปได้

ก่อนล็อกอาร์ตเวิร์กส่งโรงพิมพ์ ควรเปิดไฟล์ประกาศฉบับที่ 450 ฉบับเต็มจากเว็บไซต์กองอาหาร อย. มาเทียบถ้อยคำและลำดับกลุ่มอีกรอบ เพราะประกาศฉบับนี้มีเอกสารขอแก้คำผิดแนบมาด้วย และรายละเอียดระดับตัวอักษรคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ใช้ตรวจจริง

สารก่อภูมิแพ้กลุ่มไหนบ้างที่ต้องแสดงบนฉลากอาหารเสริม

ต้องแสดงทั้งหมด 10 กลุ่มเมื่อใช้เป็นส่วนประกอบหรือมีโอกาสปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ตารางด้านล่างไล่ทีละกลุ่มพร้อมวัตถุดิบอาหารเสริมที่พบจริงในสูตร เพื่อให้ตรวจสูตรได้เร็วกว่าการอ่านตัวบทเพียงอย่างเดียว

คอลัมน์ขวาเป็นตัวอย่างวัตถุดิบที่พบบ่อย ไม่ใช่รายการปิด การตรวจจริงต้องไล่จากเอกสารสเปกและ Certificate of Analysis ของวัตถุดิบทุกตัวในสูตร รวมถึงสารช่วยผลิตที่ติดมากับวัตถุดิบโดยที่ไม่ได้สั่งเอง วัตถุดิบบางตัวตัดสินจากชื่อไม่ได้ เช่น แอสตาแซนธินที่สกัดจากสาหร่าย Haematococcus ไม่ได้อยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำเปลือกแข็ง และใบอ่อนธัญพืชอย่างบาร์เลย์กราสกับวีทกราสต้องดูผลตรวจกลูเตนและการปนเมล็ดจากซัพพลายเออร์

กลุ่มตามประกาศ

วัตถุดิบอาหารเสริมที่มักเข้าข่าย

ธัญพืชที่มีกลูเตน (ข้าวสาลี ไรย์ บาร์เลย์ โอ๊ต สเปลท์ และลูกผสม)

เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ต ผงบาร์เลย์กราส วีทเจิร์ม มอลต์สกัดจากข้าวบาร์เลย์

สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง เช่น ปู กุ้ง กั้ง ลอบสเตอร์

กลูโคซามีนและไคโตซานจากเปลือกกุ้งปู น้ำมันเคย และแอสตาแซนธินเฉพาะที่สกัดจากเปลือกกุ้งหรือเคย

ไข่ และผลิตภัณฑ์จากไข่

เยื่อเปลือกไข่ (eggshell membrane) ไลโซไซม์ อิมมูโนโกลบูลินจากไข่แดง

ปลา และผลิตภัณฑ์จากปลา

คอลลาเจนเปปไทด์จากปลา น้ำมันปลา เจลาตินปลาที่ใช้ทำเปลือกแคปซูล

ถั่วลิสง และผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง

โปรตีนและใยอาหารจากถั่วลิสง และการปนเปื้อนข้ามจากสายการผลิตร่วม

ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

เลซิตินถั่วเหลืองในซอฟท์เจล ไอโซฟลาโวน โปรตีนถั่วเหลืองสกัด

นม และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงแลคโตส

เวย์โปรตีน เคซีน แลคโตเฟอร์ริน โคลอสตรุม และแลคโตสที่ใช้เป็นสารเจือจาง

ถั่วที่มีเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท พีแคน

ผงอัลมอนด์ในสูตรผงชงดื่ม สารสกัดและน้ำมันจากเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง

ซัลไฟต์ ที่มีปริมาณตั้งแต่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป

สารสกัดผักผลไม้อบแห้งและสมุนไพรที่ใช้ซัลไฟต์ในขั้นตอนคงสี

หอย หมึก และผลิตภัณฑ์ (เพิ่มโดยฉบับที่ 450)

ผงและสารสกัดหอยแมลงภู่เขียว สารสกัดหอยนางรม ผงหอยเชลล์

การแจ้งฉลากสารก่อภูมิแพ้-มีข้อยกเว้นหรือไม่

ข้อยกเว้นที่ทำให้ไม่ต้องแจ้ง ทั้งที่วัตถุดิบมาจากกลุ่มสารก่อภูมิแพ้

กฎหมายระบุข้อยกเว้นรายวัตถุดิบไว้ชัดเจน และหลายข้อตรงกับวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารเสริมพอดี การรู้ข้อยกเว้นเหล่านี้ช่วยไม่ให้ฉลากแจ้งเกินจนสินค้าเสียตลาดโดยไม่จำเป็น

  • กลุ่มธัญพืชที่มีกลูเตน ยกเว้น กลูโคสไซรัปและเดกซ์โทรสที่ได้จากข้าวสาลี มอลโทเดกซ์ตรินจากข้าวสาลี กลูโคสไซรัปจากข้าวบาร์เลย์ และแอลกอฮอล์ที่ได้จากการกลั่นเมล็ดธัญพืช
  • กลุ่มปลา ยกเว้น เจลาตินจากปลาที่ใช้เป็นสารช่วยพาวิตามินและแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบในวิตามินเอ ดี อี เค ชนิดผง
  • กลุ่มถั่วเหลือง ยกเว้น น้ำมันและไขมันถั่วเหลืองที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ กลุ่มโทโคเฟอรอลและโทโคเฟอริลแอซีเทตที่ได้จากถั่วเหลือง รวมถึงไฟโตสเตอรอลและสตานอลเอสเตอร์จากน้ำมันถั่วเหลือง
  • กลุ่มนม ยกเว้น แลคติทอล แต่ไม่ยกเว้นแลคโตส ซึ่งเป็นสารเจือจางที่ใช้กันมากในสูตรแคปซูลและสูตรตอกเม็ด
  • อาหารที่มีสารก่อภูมิแพ้เป็นส่วนประกอบสำคัญและใช้ชื่ออาหารที่ระบุชื่อสารก่อภูมิแพ้ไว้ชัดเจนแล้ว เช่น ชื่อที่มีคำว่านมโคหรือถั่วลิสงอยู่ในชื่อ

ต้องเขียนข้อความบนฉลากอย่างไรให้ถูกรูปแบบตามประกาศ

รูปแบบที่กฎหมายกำหนดมีสองแบบตามสาเหตุที่สารก่อภูมิแพ้อยู่ในผลิตภัณฑ์ กรณีตั้งใจใช้เป็นส่วนประกอบให้เขียนว่า “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มี ……” และกรณีมีโอกาสปนเปื้อนในกระบวนการผลิตให้เขียนว่า “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : อาจมี ……” โดยเติมชื่อประเภทหรือชนิดของสารก่อภูมิแพ้ลงในช่องว่าง แนวปฏิบัติของกองอาหารระบุเพิ่มว่า ข้อความว่า ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร อาจใช้ข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกันแทนก็ได้ ส่วนที่ยืดหยุ่นไม่ได้คือชนิดสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องระบุ ตำแหน่ง และขนาดตัวอักษร

ถ้าไม่ต้องการแสดงคำว่า ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ประกาศเปิดทางให้แสดงเป็นข้อความว่า “มี ……” หรือ “อาจมี ……” ไว้ในกรอบแทนได้ แต่มีเงื่อนไขเรื่องสีกำกับไว้ด้วยว่า สีของตัวอักษรต้องตัดกับสีพื้นของกรอบ และสีของกรอบต้องตัดกับสีพื้นของฉลาก กรอบสีเทาอ่อนบนพื้นขาวที่นักออกแบบชอบใช้เพื่อความสวยงามจึงเป็นจุดที่ถูกตีกลับได้

  • ตำแหน่ง
    ต้องแสดงไว้ที่ด้านล่างของการแสดงส่วนประกอบ ไม่ใช่วางไว้มุมใดก็ได้ของฉลาก
  • ขนาดตัวอักษร
    ต้องไม่เล็กกว่าตัวอักษรที่แสดงส่วนประกอบ และต้องเป็นไปตามเกณฑ์ขนาดตัวอักษรตามพื้นที่ฉลากที่ประกาศกำหนดไว้
  • ศัพท์เฉพาะ
    ถ้าใช้ชื่อทางเทคนิคต้องวงเล็บอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจ ตัวอย่างที่ อย. เคยยกไว้คือ มีเคซีน (โปรตีนนม)
  • การรวมข้อความ
    เขียนรวมบรรทัดเดียวหรือแยกสองบรรทัดก็ได้ เช่น มีแป้งสาลี นมผง และอาจมีถั่วเปลือกแข็ง หรือแยกเป็นสองข้อความ
  • ซัลไฟต์
    เขียนว่า มีซัลไฟต์ เมื่อปริมาณตั้งแต่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป

ตัวอย่างฉลากอาหารเสริมแบบถูกและแบบผิด

สามคู่ด้านล่างเป็นความผิดพลาดที่พบซ้ำในฉลากอาหารเสริม ทั้งสามกรณีเกิดจากการดูเฉพาะสารสำคัญโดยไม่ได้ไล่ส่วนประกอบเบื้องหลังของรูปแบบผลิตภัณฑ์

สถานการณ์ในสูตร

แบบที่ผิด

แบบที่ถูก

คอลลาเจนเปปไทด์จากปลาบรรจุแคปซูลเจลาตินจากวัว

ไม่แสดงข้อความเลย เพราะเข้าใจว่าคอลลาเจนไม่ใช่อาหาร

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีปลา

สูตรวิตามินรวมแคปซูลที่ใช้แลคโตสเป็นสารเจือจาง

แสดงเฉพาะวิตามินในส่วนประกอบ ไม่พูดถึงแลคโตส

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีแลคโตส (จากนม)

น้ำมันปลาซอฟท์เจลที่ใช้เลซิตินถั่วเหลืองเป็นอิมัลซิไฟเออร์

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีปลา

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีปลา เลซิตินจากถั่วเหลือง

กรณีพิเศษอย่างซองขนาดเล็ก ฉลากสองภาษา และสินค้านำเข้า ต้องทำอย่างไร

กรณีพิเศษสามแบบนี้มีคำตอบต่างกัน และเป็นจุดที่บทความทั่วไปมักข้าม เพราะตัวบทกฎหมายกระจายอยู่คนละข้อ

ซองขนาดเล็กเป็นกรณีที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด ประกาศยอมให้ฉลากที่มีพื้นที่ทั้งแผ่นน้อยกว่า 35 ตารางเซนติเมตร ย้ายเฉพาะการแสดงส่วนประกอบไปไว้บนหีบห่อของอาหารได้ แต่ข้อยกเว้นนี้ไม่ครอบคลุมข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร และเนื่องจากข้อความนี้ต้องอยู่ด้านล่างของการแสดงส่วนประกอบ จึงต้องไปปรากฏบนหีบห่อคู่กับส่วนประกอบด้วยเสมอ วิธีแก้ที่ใช้ได้จริงคือวางแผนพื้นที่ฉลากและกล่องนอกตั้งแต่ตอนเลือกขนาดซอง

ฉลากสองภาษาไม่ได้ทำให้ภาระลดลง กฎหมายกำหนดให้ฉลากอาหารที่ผลิตหรือจำหน่ายในประเทศต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย และจะแสดงภาษาต่างประเทศเพิ่มด้วยก็ได้ การมีข้อความ Contains fish บนฉลากส่งออกจึงไม่ทดแทนข้อความภาษาไทย และถ้าจะใส่ทั้งสองภาษา ต้องระวังไม่ให้ความหมายขัดกัน เช่น ภาษาอังกฤษระบุ may contain milk แต่ภาษาไทยเขียนว่ามีนม

สินค้านำเข้าต้องแปลงข้อมูลจากฉลากต้นทางมาเข้ากติกาไทย ไม่ใช่แปลตรงตัว สหภาพยุโรปกำหนดไว้ 14 รายการ ซึ่งมีขึ้นฉ่าย มัสตาร์ด งา และลูปิน ที่ไทยไม่ได้กำหนด ส่วนหอยและหมึกนั้นสหภาพยุโรปมีอยู่แล้ว แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งกำหนดไว้ 9 รายการมีเฉพาะสัตว์น้ำเปลือกแข็ง ไม่รวมหอยและหมึก ผู้นำเข้าจึงต้องไล่สูตรจากเอกสารของผู้ผลิตต้นทางเองอีกรอบ ไม่ใช่ลอกจากกล่องเดิม

  • ซองเล็กกว่า 35 ตารางเซนติเมตร — ย้ายส่วนประกอบไปหีบห่อได้ แต่ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารต้องตามไปอยู่ด้านล่างของส่วนประกอบบนหีบห่อนั้นด้วย
  • ฉลากสองภาษา — ภาษาไทยเป็นภาษาบังคับ ภาษาต่างประเทศเป็นส่วนเพิ่ม และสองภาษาต้องให้ข้อมูลตรงกัน
  • สินค้านำเข้า — เทียบกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ของไทยกับของประเทศต้นทางทีละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มหอยและหมึกที่ฉลากจากสหรัฐอเมริกาไม่ได้แยกไว้

ก่อนส่งฉลากเข้าโรงพิมพ์ ต้องตรวจอะไรบ้าง

ให้ตรวจ 12 ข้อด้านล่างโดยไล่จากสูตรจริงและเอกสารวัตถุดิบ ไม่ใช่จากไฟล์อาร์ตเวิร์กอย่างเดียว เพราะความผิดพลาดเกือบทั้งหมดเกิดตั้งแต่ขั้นแปลงสูตรเป็นข้อความบนฉลาก ไม่ได้เกิดที่ขั้นออกแบบ

เช็กลิสต์นี้ใช้ได้กับทุกโรงงาน ส่วนขั้นตอนภายในจะต่างกันตรงที่ใครเป็นคนถือความรับผิดชอบในแต่ละข้อ โรงงานรับผลิตส่วนใหญ่รวมงานทำฉลากและยื่นขึ้นทะเบียนไว้ในบริการเดียวกัน เพราะข้อความบนฉลากต้องตรงกับสูตรที่ยื่นทุกตัวอักษร ที่คอสมา เฮ็ลท์ ทีมที่ดูแลสูตรกับทีมที่จัดเตรียมเอกสารฉลากจึงทำงานบนสูตรชุดเดียวกันตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ฉลากกับตำรับที่ยื่นหลุดจากกัน

  • ไล่ส่วนประกอบทุกตัวในสูตร รวมสารช่วยผลิต สารเจือจาง สารช่วยไหล และสารกันจับตัวเป็นก้อน
  • ตรวจเปลือกแคปซูลหรือฐานซอฟท์เจลว่าใช้เจลาตินจากสัตว์ชนิดใด หรือใช้แคปซูลจากพืช
  • ขอเอกสารสเปกและ Certificate of Analysis ของวัตถุดิบทุกตัว โดยระบุคำถามเรื่องสารก่อภูมิแพ้ให้ซัพพลายเออร์ตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
  • เทียบวัตถุดิบทุกตัวกับ 10 กลุ่มตามประกาศฉบับที่ 450 ทีละกลุ่ม
  • ตรวจว่ามีวัตถุดิบตัวใดเข้าข่ายข้อยกเว้น เช่น มอลโทเดกซ์ตรินจากข้าวสาลี หรือโทโคเฟอรอลจากถั่วเหลือง
  • ตรวจปริมาณซัลไฟต์ว่าถึงเกณฑ์ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมหรือไม่
  • สอบถามโรงงานว่าสายการผลิตเดียวกันเคยผลิตสูตรที่มีสารก่อภูมิแพ้กลุ่มใด เพื่อตัดสินใจเรื่องข้อความ อาจมี
  • เลือกรูปแบบข้อความให้ตรงเจตนา ใช้ มี สำหรับส่วนประกอบ และ อาจมี สำหรับการปนเปื้อน
  • วางข้อความไว้ด้านล่างของการแสดงส่วนประกอบ และตั้งขนาดตัวอักษรไม่ให้เล็กกว่าส่วนประกอบ
  • ถ้าใช้กรอบ ให้ตรวจคู่สีสองชั้น คือสีตัวอักษรกับพื้นกรอบ และสีกรอบกับพื้นฉลาก
  • ตรวจว่าข้อความบนฉลากตรงกับสูตรที่ยื่นขอเลขสารบบอาหารทุกตัวอักษร
  • เก็บไฟล์อาร์ตเวิร์กฉบับที่อนุมัติพร้อมวันที่ และผูกกับเลขล็อตการผลิต เพื่อให้ตามย้อนได้เมื่อเปลี่ยนซัพพลายเออร์

คำถามที่พบบ่อย

ใส่วัตถุดิบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้แค่ 0.1% ต้องแจ้งบนฉลากไหม?

ไม่ต้อง กฎหมายไทยกำหนดให้ฉลากแสดงข้อความเป็นภาษาไทย และจะแสดงภาษาต่างประเทศเพิ่มด้วยก็ได้ ถ้าเลือกใส่ภาษาอังกฤษควรตรวจว่าความหมายตรงกับภาษาไทย เพราะฉลากที่ระบุ may contain milk คู่กับข้อความไทยว่ามีนม สื่อคนละความหมายและเป็นจุดที่ถูกทักได้

ต้องเขียนข้อความสารก่อภูมิแพ้เป็นภาษาอังกฤษด้วยไหม?

ต้องแจ้ง ประกาศกำหนดให้แสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารเมื่อมีการใช้เป็นส่วนประกอบ โดยไม่ได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำไว้ ยกเว้นกลุ่มซัลไฟต์ที่ผูกกับเกณฑ์ตั้งแต่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป และยกเว้นวัตถุดิบที่ประกาศระบุไว้เป็นรายตัว เช่น มอลโทเดกซ์ตรินจากข้าวสาลี

ฉลากอาหารเสริมเดิมที่ยังไม่มีข้อความเรื่องหอยหรือหมึก ต้องแก้ภายในเมื่อไหร่ ?

เส้นตายผ่านไปแล้ว อย. เปิดช่วงผ่อนผันให้ฉลากของอาหารที่มีส่วนประกอบของหอย หมึก และผลิตภัณฑ์หอย หมึก ซึ่งได้รับเลขสารบบอาหารก่อนวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จำหน่ายต่อได้ไม่เกินวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ฉลากที่สูตรมีวัตถุดิบกลุ่มนี้แต่ยังไม่ได้เติมข้อความ จึงต้องแก้ไขและพิมพ์ใหม่ ไม่สามารถรอรอบพิมพ์ถัดไปได้

แคปซูลเจลาตินต้องแจ้งสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอาหารเสริมไหม ?

ต้องแจ้ง ประกาศกำหนดให้แสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารเมื่อมีการใช้เป็นส่วนประกอบ โดยไม่ได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำไว้ ยกเว้นกลุ่มซัลไฟต์ที่ผูกกับเกณฑ์ตั้งแต่ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป และยกเว้นวัตถุดิบที่ประกาศระบุไว้เป็นรายตัว เช่น มอลโทเดกซ์ตรินจากข้าวสาลี

ฉลากอาหารเสริมเดิมที่ยังไม่มีข้อความเรื่องหอยหรือหมึก ต้องแก้ภายในเมื่อไหร่ ?

เส้นตายผ่านไปแล้ว อย. เปิดช่วงผ่อนผันให้ฉลากของอาหารที่มีส่วนประกอบของหอย หมึก และผลิตภัณฑ์หอย หมึก ซึ่งได้รับเลขสารบบอาหารก่อนวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 จำหน่ายต่อได้ไม่เกินวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ฉลากที่สูตรมีวัตถุดิบกลุ่มนี้แต่ยังไม่ได้เติมข้อความ จึงต้องแก้ไขและพิมพ์ใหม่ ไม่สามารถรอรอบพิมพ์ถัดไปได้

รับผลิตอาหารเสริม โรงงานทำฉลากและยื่นขึ้นทะเบียน อย. ให้ด้วยหรือไม่?

โรงงานรับผลิตส่วนใหญ่รวมงานจัดทำฉลากและจัดเตรียมเอกสารยื่นขึ้นทะเบียนไว้ในบริการเดียวกัน เพราะข้อความบนฉลากต้องตรงกับสูตรที่ยื่น สิ่งที่ควรถามให้ชัดคือใครรับผิดชอบตรวจสารก่อภูมิแพ้จากเอกสารวัตถุดิบ ที่คอสมา เฮ็ลท์ ดำเนินการยื่นและจัดเตรียมเอกสารให้ โดยผลอนุมัติเป็นอำนาจของ อย.

ขั้นถัดไปที่ทำได้ทันทีคือเปิดสูตรของสินค้าที่วางขายอยู่ตอนนี้ แล้วไล่ส่วนประกอบทุกตัวเทียบกับสิบกลุ่มตามประกาศ เริ่มจากตัวที่ไม่ใช่สารสำคัญก่อน

ใช้แลคโตสเป็นสารเจือจางในแคปซูล ต้องแจ้งว่ามีนมไหม?

ต้องแจ้ง แลคโตสอยู่ในกลุ่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมตามประกาศ โดยประกาศยกเว้นเฉพาะแลคติทอลเท่านั้น ข้อนี้เป็นจุดที่ฉลากอาหารเสริมพลาดบ่อยเพราะแลคโตสไม่ใช่สารสำคัญ แต่เป็นสารเจือจางที่โรงงานเลือกใช้ในสูตรแคปซูลและสูตรตอกเม็ด

เขียนข้อความว่า อาจมี ไว้เผื่อทุกกลุ่มเลยได้ไหม?

ไม่ควร ข้อความ อาจมี มีไว้สำหรับกรณีที่มีโอกาสปนเปื้อนในกระบวนการผลิตจริง การใส่เผื่อทุกกลุ่มทำให้ข้อมูลหมดความหมายสำหรับผู้แพ้อาหาร และตัดตลาดผู้บริโภคกลุ่มที่หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ออกไปโดยไม่จำเป็น วิธีที่ถูกต้องคือถามโรงงานว่าสายการผลิตเดียวกันผลิตสูตรใดบ้าง

ฉลากซองอาหารเสริมพื้นที่ไม่พอ จะย้ายข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหารไปไว้กล่องนอกได้ไหม?

ฉลากที่มีพื้นที่ทั้งแผ่นน้อยกว่า 35 ตารางเซนติเมตร ย้ายเฉพาะการแสดงส่วนประกอบไปไว้บนหีบห่อได้ แต่ข้อยกเว้นนี้ไม่ครอบคลุมข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร ซึ่งต้องแสดงไว้ด้านล่างของส่วนประกอบ จึงต้องตามไปอยู่บนหีบห่อคู่กัน ทางที่ปลอดภัยกว่าคือวางแผนพื้นที่ตั้งแต่ตอนเลือกขนาดซอง

ถ้าฉลากอาหารเสริมไม่แสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร มีโทษอย่างไร?

การแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนดเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 51 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากค่าปรับแล้วยังมีต้นทุนแฝงจากการต้องแก้ไขและพิมพ์ฉลากใหม่ทั้งล็อต และการที่สินค้าค้างคลังจนแผนเปิดตัวเลื่อนออกไป

เปลี่ยนซัพพลายเออร์วัตถุดิบแล้วต้องกลับมาแก้ฉลากไหม??

ต้องตรวจใหม่ทุกครั้ง วัตถุดิบชื่อเดียวกันจากคนละแหล่งอาจใช้สารพาคนละตัวหรือผลิตในสายการผลิตที่มีสารก่อภูมิแพ้ต่างกัน วิธีจัดการคือขอเอกสารสเปกฉบับใหม่และเทียบกับข้อความบนฉลากปัจจุบันก่อนสั่งผลิตล็อตถัดไป แล้วบันทึกผลไว้คู่กับเลขล็อต

ถ้าฉลากอาหารเสริมไม่แสดงข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร มีโทษอย่างไร?

การแสดงฉลากไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนดเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 51 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากค่าปรับแล้วยังมีต้นทุนแฝงจากการต้องแก้ไขและพิมพ์ฉลากใหม่ทั้งล็อต และการที่สินค้าค้างคลังจนแผนเปิดตัวเลื่อนออกไป

แหล่งอ้างอิง
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 450) พ.ศ. 2567 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ — https://food.fda.moph.go.th/food-law/announ-moph-450/
  • ประชาสัมพันธ์การบังคับใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 450) กองอาหาร อย. — https://food.fda.moph.go.th/press-release/newslaw450-detail
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 383) พ.ศ. 2560 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ (ฉบับที่ 2) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 97 ง 4 เมษายน 2560 — https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/097/24.PDF
  • คำชี้แจงประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — https://exfood.fda.moph.go.th/law/data/complilation/Compi_Announ367.pdf
  • การแสดงฉลากอาหารในภาชนะบรรจุ กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา — https://food.fda.moph.go.th/for-entrepreneurs/test-labeling-and-examples
  • Food Safety Magazine — Foreign Material, Undeclared Allergens Caused Most USDA Food Recalls in 2025 — https://www.food-safety.com/articles/11166-foreign-material-undeclared-allergens-caused-most-usda-food-recalls-in-2025
  • พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 6 (10) และมาตรา 51 — https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20170227141540_file.pdf

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *