อาการนอนกรนปัญหากวนใจสำคัญที่ไม่ว่าใครต่างก็ไม่อยากเป็น จนหลายคนเลือกที่จะเสาะแสวงหาวิธีแก้อย่างเช่นการทานสมุนไพรแก้อาการนอนกรน แต่ว่ากินแล้วหายนอนกรนจริงไหม? กินอะไรแก้นอนกรนได้บ้าง? วันนี้ Cosma Health ขอพาทุกท่านไปไขข้อสงสัยเรื่องนี้พร้อมวิธีรักษาอาการนอนกรนที่คุณต้องรู้
อาการนอนกรนเกิดจากอะไร
อาการนอนกรนเกิดจากหลายสาเหตุ สาเหตุหลัก ๆ คือการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการนี้มากจากโรคอ้วน โครงสร้างของคอและใบหน้า เช่น คอสั้น ลิ้นใหญ่ เพดานอ่อนหย่อน
นอกจากนี้ในผู้ที่เป็นโรคทางจมูก เช่น โรคภูมิแพ้ โรคไซนัส ยังทำให้ร่างกายนอนกรนได้อีกด้วย
แต่สำหรับผู้ที่นอนกรนแต่ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว อาจมาจากสาเหตุการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่หนัก รวมทั้งการใช้ยาบางชนิด และท่านอนที่ไม่ถูกหลักก็เป็นสาเหตุของอาการนอนกรนได้เช่นกัน
สมุนไพรแก้อาการนอนกรน มีอะไรบ้าง? ช่วยได้จริงไหม?
สมุนไพรบางชนิดมีสรรพคุณช่วยลดอาการคัดจมูก ลดการอักเสบ และช่วยให้ระบบทางเดินหายใจโล่ง ซึ่งอาจช่วยลดอาการนอนกรนได้บ้าง แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่าสมุนไพรเหล่านี้สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ ซึ่งสมุนไพรที่นิยมใช้แก้อาการนอนกรน ได้แก่
- ขิงช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการคัดจมูก
- หอมแดงช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- พริกขี้หนูช่วยลดการอักเสบ เสริมสร้างการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
- ใบแมงลักช่วยลดการอักเสบ บรรเทาอาการคัดจมูก
- มะกรูดช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
- ตะไคร้ช่วยลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
จะเห็นว่าสมุนไพรที่มีการแชร์กันว่าแก้อาการนอนกรนได้ ส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณในการลดหวัด แก้คัดจมูก เสริมให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และทำให้ทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ยังไม่มีงานวิจัยมากพอที่บ่งบอกว่าสมุนไพรแก้อาการนอนกรนได้หายขาด
วิธีรักษาอาการนอนกรน
การรักษาอาการนอนกรนขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ซึ่งวิธีรักษาที่จะช่วยให้เห็นผลและกลับมานอนหลับอย่างสุขภาพดีได้ จะต้องอาศัยการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวม โดยคุณสามารถปฎิบัติตามได้ ดังนี้
การลดน้ำหนัก
การลดน้ำหนักช่วยลดอาการนอนกรนได้จริง โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน เหตุผลก็เพราะว่าไขมันส่วนเกินโดยเฉพาะบริเวณคอไปกดทับทางเดินหายใจ ดังนั้นการลดน้ำหนักลงแม้เพียงเล็กน้อย ก็ช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณคอหอยหย่อนคล้อยลง ทางเดินหายใจมีพื้นที่กว้างขึ้นอากาศผ่านสะดวก ลดการสั่นสะเทือนเสียงกรนจึงเบาลงหรือหายไป
การปรับท่านอน
การปรับท่านอนช่วยลดการนอนกรนได้โดยเฉพาะการนอนตะแคง สาเหตุที่การนอนตะแคงช่วยลดการนอนกรน เพราะเมื่อนอนหงายกล้ามเนื้อในช่องลมมีโอกาสหย่อนคล้อยลงมาปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่าย แต่การนอนตะแคงจะช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น จึงช่วยลดการกดทับของลิ้นและเพดานอ่อน
งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายรวมถึงกล้ามเนื้อในช่องลมหย่อนคล้อยลง ส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลง หายใจลำบาก และเกิดเสียงนอนกรน ดังนั้นการงดดื่มแอลกอฮอล์จึงช่วยทำให้สุขภาพการนอนดีขึ้น บรรเทาอาการนอนกรนให้น้อยลง นอกจากนี้การงดสูบบุหรี่ก็สามารถช่วยให้ทางเดินหายใจทำงานได้ปกติ ไม่มีสารเคมีหรือควันบุหรี่ไปกระตุ้นให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ
การใช้เครื่องช่วยหายใจ
สำหรับเคสที่มีอาการนอนกรนรุนแรงจนหายใจได้ลำบากในตอนนอน หมอจะมีการอนุญาตให้ใช้เครื่องช่วยหายใจระหว่างที่นอน เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในระหว่างหลับ เคสลักษณะนี้มักเกิดในคนที่น้ำหนักตัวเยอะและมีโรคแทรกซ้อน
รักษาอาการนอนกรนด้วย “อาหารเสริม” ได้ไหม
อาหารเสริมถือเป็นส่วนหนึ่งในการบำรุงร่างกายและเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ แต่ในการรักษาอาการนอนกรนยังไม่ถือว่าช่วยให้หายได้ 100% เนื่องจากปัจจุบันยังไม่พบวิธีไหนที่สามารถแก้อาการนี้ให้หายขาดไปจากมนุษย์ได้อย่างชัดเจน การเลือกกินอาหารเสริมจึงช่วยป้องกันและบรรเทาอาการให้ดีขึ้น
เพราะอย่างที่เราได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่า การรักษาปัญหานอนกรนต้องดูแลร่างกายแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก การทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอาหารเสริมอาทิกลุ่มอาหารที่มีส่วนผสมของขิง หอมแดง ใบแมงลัก มะกรูด ตะไคร์ ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะกับคนนอนกรนในการลดอาการดังกล่าว
นอกจากนี้อาหารเสริมลดน้ำหนักที่ช่วยกำจัดไขมัน เร่งการเผาผลาญ และเสริมการทำงานของระบบย่อย ก็เป็นอีกตัวช่วยที่จะทำให้คุณควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์และลดปัญหานอนกรนไปได้อีกวิธีหนึ่ง แต่ทั้งนี้อย่าลืมไปตรวจร่างกายและปรึกษาแพทย์เพิ่มเติมก่อนเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
สรุป
สมุนไพรไทยถือเป็นอาหารที่ดีและมีประโยชน์หลากหลาย แม้ว่าสมุนไพรแก้อาการนอนกรนที่มีการแชร์มากมายในโลกออนไลน์จะยังไม่มีงานวิจัยมาสนับสนุนมากพอ แต่การทานสมุนไพรและอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อร่างกาย และยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้ดีขึ้น อาการนอนกรนที่เป็นอยู่สามารถบรรเทาลงได้แต่การจะทำให้หายขาดยังต้องมีการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพให้ครบรอบด้านจึงจะดีขึ้นอย่างชัดเจน

