รู้ก่อนซื้อ! น้ำมันปลา ไม่ควรกินคู่กับอะไร?

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร? คงเป็นคำถามที่หลายคนอาจสงสัยกันมากในวงการอาหารเสริม เนื่องจากปัจจุบัน ความเคร่งครัดในการทานอาหารเสริมชนิดต่าง ๆ นั้นเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงประเภทของอาหารเสริมที่มีอยู่มากมายให้เลือกสรร ดังนั้น เมื่อเราต้องทานอาหารเสริมร่วมกันหลายตัว จึงต้องศึกษาให้ดีเพื่อความปลอดภัย

น้ำมันปลาเองเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการอักเสบในร่างกาย และส่งเสริมสุขภาพของสมอง อย่างไรก็ตาม การรับประทานน้ำมันปลาอย่างถูกวิธีและระมัดระวังในการรับประทานร่วมกับอาหารหรือยาบางชนิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงไปพร้อม ๆ กัน ในบทความนี้ Cosma Health ขอมาแชร์ข้อมูลกันว่าอาหารเสริมน้ำมันปลา ไม่ควรกินคู่กับอะไร และต้องกินน้ำมันปลาแบบไหนให้ได้ผลดีที่สุด!

น้ำมันปลา ไม่ควรกินคู่กับอะไร

จากที่ได้กล่าวไปว่าน้ำมันปลานั้นมีประโยชน์หลากหลายมาก! การเลือกทานอาหารเสริมน้ำมันปลาอย่างถูกต้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ และป้องกันไม่ให้คุณสมบัติของน้ำมันปลาถูกลดทอนลงไปด้วยอาหารเสริมตัวอื่น ๆ ดังนั้น เราจึงต้องรู้ว่าอาหารเสริมน้ำมันปลา ไม่ควรทานคู่กับอะไรบ้าง ดังนี้

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

น้ำมันปลามีคุณสมบัติในการทำให้เลือดเหลวขึ้นเช่นเดียวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin), แอสไพริน (Aspirin), เฮพาริน (Heparin) หรือไรวาโรซาแบน (Rivaroxaban) ซึ่งถ้าเราทานน้ำมันปลาคู่กับยาต้านการแข็งตัวของเลือด อาจจะเป็นการไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกผิดปกติ หรือเมื่อเป็นแผล ผ่าตัด หรือเกิดอุบัติเหตุก็อาจทำให้เลือดแข็งตัวช้าจนเสี่ยงต่อการเสียเลือดจนเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริม

ยาลดความดันโลหิต

น้ำมันปลามีสรรพคุณในการช่วยลดความดันโลหิตเล็กน้อย ดังนั้น หากเราทานอาหารเสริมน้ำมันปลาร่วมกับยาที่ช่วยลดความดันโลหิตด้วย ก็จะเป็นการเสริมฤทธิ์เพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งส่งผลให้ความดันที่ควรจะอยู่ในระดับปกติกลายเป็นต่ำมากเกินไป จนทำให้เสี่ยงอันตรายของสภาวะสุขภาพได้ น้ำมันปลาที่เป็นอาหารเสริมจึงไม่เหมาะกับกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันต่ำเท่าใดนัก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการทานที่เหมาะสม

ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

เป็นยากลุ่มที่สามารถพบได้ทั่วไปตามร้านขายยา ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มยาระงับปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ เช่น กลุ่มแอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) หรือนาพรอกเซน (Naproxen) จะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อรับประทานร่วมกับน้ำมันปลาอาจเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อมกันหรือปรึกษาแพทย์ก่อนทานเสมอ

กลุ่มยากดภูมิคุ้มกัน

ยากดภูมิคุ้มกันมีอยู่ด้วยกันหลากหลายชนิดที่ไม่ควรกินคู่กับน้ำมันปลา ได้แก่ ไซโคลสปอริน (Cyclosporine), ไซโรลิมัส (Sirolimus), ทาโครลิมัส (Tacrolimus) หรือยาชนิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงหลายอย่างที่น้ำมันปลาอาจไปกระตุ้นได้ง่าย จึงไม่ควรทานอย่างยิ่งหากไม่ได้ผ่านการพิจาราณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน

กลุ่มยารักษาโรคมะเร็ง

เป็นกลุ่มยาที่มีไว้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ซึ่งกรดไขมันในน้ำมันปลาอาจจะมีผลกระทบต่อการออกฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดบางชนิด โดยเฉพาะ Platinum agents ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ก็ยังคงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกอาหารเสริมมาทานเองเสมอ หากร่างกายกำลังมีโรคหรือต้องเข้ารับการรักษาอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปขัดขวางการทำงานของยา

ยาคุมกำเนิด

เช่นเดียวกับการกินน้ำมันปลาคู่กับยาชนิดอื่น ๆ หากกินร่วมกับยาคุมกำเนิด อาจจะเกิดการต้านฤทธิ์กัน ทำให้น้ำมันปลาไม่สามารถทำงานในส่วนของการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยาลดความอ้วนกลุ่มลดการดูดซึมของไขมัน (Orlistat)

กรณีของยาลดความอ้วน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการดูดซึมของไขมันเข้าสู่ร่างกายโดยตรงอย่าง Orlistat หรือพวกอาหารเสริมลดความอ้วนที่ลดการดูดซึมไขมันเช่น ไคโตซาน อาจจะไปขัดขวางการดูดซึมน้ำมันปลาที่เป็นกรดไขมันประเภทหนึ่งได้

วิธีการกินน้ำมันปลาที่ถูกต้อง กินแบบไหน?

น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่อย่างที่ได้อธิบายไปว่าการทานอาหารเสริมน้ำมันปลามีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องคำนึง โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องปฏิกิริยาระหว่างสารชนิดอื่นที่กระทบต่อการทำงานของน้ำมันปลา ดังนั้น เมื่อเราทราบแล้วว่า น้ำมันปลา ไม่ควรกินคู่กับอะไร? เราก็มาดูกันต่อเลยว่าวิธีกินน้ำมันปลาที่ถูกต้อง ควรกินแบบไหน พร้อมแล้วมาดูเลย!

กินน้ำมันปลาพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันดี

น้ำมันปลาแบบอาหารเสริมแคปซูลควรกินพร้อมอาหารหรือหลังมื้ออาหารทันที เพื่อให้สามารถดูดซึมผ่านไขมันในอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงแนะนำให้กินน้ำมันปลาพร้อมกับอาหารที่มีไขมันดีร่วมด้วย นอกจากนี้ ก็เพื่อลดอาการคลื่นไส้ ลดการได้กลิ่นคาวปลาของน้ำมันปลาด้วย

กินน้ำมันปลา 250 มิลลิกรัมต่อวัน

การกินน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมควรกินวันละ 250 มิลลิกรัมต่อวันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี แต่ทั้งนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือผู้เชี่ยวชาญ พร้อมตรวจสุขภาพร่างกายก่อนทานจะดีที่สุด เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำแนะนำในปริมาณการทานอาหารเสริมน้ำมันปลาที่เหมาะสมได้ดีกว่า

เลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาที่มีคุณภาพ

การเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก! สำหรับคนที่สนใจควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบปริมาณ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สำคัญในผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการกำจัดสารปนเปื้อนและโลหะหนักเพื่อความปลอดภัยระยะยาว หากมีอาการแพ้อาหารทะเล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินเท่านั้น

เก็บรักษาอาหารเสริมน้ำมันปลาให้ถูกต้อง

นอกจากจะต้องทราบแล้วว่าน้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร เราก็จำเป็นต้องทราบวิธีการเก็บอาหารเสริมน้ำมันที่ถูกต้องด้วย โดยเราจะต้องเก็บรักษาน้ำมันปลาแบบน้ำเอาไว้ในบรรจุภัณฑ์แบบทึบ อยู่ในที่แห้งและเย็น ห่างจากแสงแดดหรือพื้นที่ที่อุณหภูมิสูง แต่ถ้าเป็นน้ำมันปลาแบบอาหารเสริมแคปซูล สามารถเก็บไว้ ณ อุณหภูมิห้อง ขอแค่ไม่โดนแสงแดดก็เพียงพอ

สังเกตผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับร่างกายเสมอ

น้ำมันปลานั้นมีกลิ่นคาวค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับอาหารเสริมชนิดอื่น ๆ ที่ผลิตจากปลา จึงจะต้องสังเกตตัวเองว่าหลังกินน้ำมันปลามีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ หรือมีกลิ่นปากคาวปลาหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้แนะนำให้ลดปริมาณน้ำมันปลาลง นอกจากนี้ นัำมันปลายังทำมาจากปลา หากไม่ทราบว่าตนเองแพ้อาหารทะเลหรือไม่ ควรสังเกตอาการตอบสนองของร่างกายหลังกินน้ำมันปลาว่ามีผื่นขึ้นตามตัว หายใจลำบากหรือไม่ หากพบอาการเหล่านี้จะต้องพบแพทย์ทันที

หากมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน

ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปว่าน้ำมันปลามีคุณสมบัติที่อาจส่งผลกระทบเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด และจะเป็นต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเรา ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานน้ำมันปลาเสริม รวมไปถึงผู้หญิงที่กำลังอยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือในนมบุตรก็ควรเลือกกินอาหารเสริมน้ำมันปลาตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทานอาหารเสริมน้ำมันปลา

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไรก็ได้ทราบกันไปแล้ว พร้อมกับวิธีการกินน้ำมันปลาอย่างถูกต้อง! แต่แน่นอนว่าหลายคนอาจจะยังมีหลายคำถามในใจเกี่ยวกับการกินอาหารเสริมน้ำมันปลา ดังนั้น Cosma Health จึงขอรวมคำถามที่พบบ่อยมาให้ดังนี้

น้ำมันปลา

น้ำมันปลาชนิดแคปซูลกับชนิดน้ำ อันไหนดีกว่ากัน?

จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับความต้องการส่วนบุคคลมากกว่า หากต้องการการดูดซึมรวดเร็ว น้ำมันปลาชนิดน้ำหรือของเหลวก็จะได้ผลดีกว่า เนื่องจากร่างกายไม่ต้องละลายแคปซูลก่อน แต่น้ำมันปลาแบบของเหลวจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นคาวปลาที่แรงและรสชาติอาจไม่ถูกปาก ดังนั้น การกินน้ำมันปลาชนิดแคปซูลจึงเหมาะกับคนที่ไม่อยากได้กลิ่นคาวปลา ทัังยังสามารถแต่งกลิ่น รสเพิ่มได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินน้ำมันปลาได้หรือไม่?

ดังที่ได้กล่าวไปว่าหากมีโรคประจำตัว สมควรจะต้องผ่านการพิจารณาของแพทย์ประจำตัวก่อนกินอาหารเสริมน้ำมันปลาเสมอ เนื่องจากน้ำมันปลาถือเป็นไขมันรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลอันเป็นศัตรูของผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ

น้ำมันปลาจากปลาชนิดใดดีที่สุด?

ปลาที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันปลาได้ดีคือ กลุ่มปลาที่มีโอเมก้า-3 สูง ยกตัวอย่างเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาเทราต์ ปลาทูน่า ปลาแฮร์ริ่ง หรือปลาค็อด แต่ทั้งนี้ แนะนำให้เลือกอาหารเสริมน้ำมันปลาที่มีปริมาณเหมาะสม เพื่อให้เห็นผลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สรุป

น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน แต่การรับประทานอย่างถูกวิธีและระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญ การทราบว่าน้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร? และมีวิธีกินที่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของน้ำมันปลาได้ดี และป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียงจากการกินน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมด้วย อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังรับประทานยาอื่น ๆ เป็นประจำ จะต้องระมัดระวังการเลือกกินน้ำมันปลาอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ น้ำมันปลาเป็นเพียงอาหารเสริมเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพได้โดยตรง ควรออกกำลังกาย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมด้วยเพื่อให้สุขภาพดีในระยะยาว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *