กันแดดแบบกินได้เป็นทางเลือกที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ สมัยนี้นิยมกันเป็นอย่างมาก! เนื่องจากในประเทศไทยมักมีอากาศร้อนและแดดจ้าเป็นส่วนใหญ่ การทากันแดดแบบครีมอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ กันแดดกินได้จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน แต่ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดประเภทนี้ปลอดภัยจริงหรือไม่ การกินกันแดดจะได้ผลเทียบเท่ากับวิธีกันแดดแบบเดิม ๆ หรือเปล่า? วันนี้ Cosma Health จะพามาหาคำตอบกัน!
กันแดดแบบกิน เป็นยังไง?
หลายคนอาจจะยังเข้าใจว่ากันแดดแบบกินสามารถช่วยเป็น ‘เกราะป้องกัน’ ผิวจากแสงแดดได้เหมือนเวลาเรากางร่ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว กันแดดแบบกินไม่ได้ทำงานแบบนั้นนะ! โดยในความหมายที่ว่ามันช่วยป้องกันแสงแดดได้นั้นมาจากคุณสมบัติในการบำรุงผิวให้แข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เพียงพอ จนอนุมูลอิสระ (ซึ่งก็คือรังสียูวีจากแสงแดด) ไม่สามารถทำร้ายผิวได้เท่าเดิม
หากยังไม่เห็นภาพ ต้องขอยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราออกไปเจอแดดที่มีรังสียูวีในปริมาณสูงเท่ากัน จากที่ผิวต้องโดนทำร้าย 100% เมื่อกินกันแดดไปสักระยะก็จะทำให้ผิวต้านแดดได้มากขึ้น จนถูกทำร้ายเพียงแค่ 50% เป็นต้น (ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวเลขสมมติประกอบการยกตัวอย่าง ในความเป็นจริง กันแดดแบบกินที่มีคุณภาพอาจสามารถช่วยให้ผิวต้านแดดได้สูงกว่านี้ หรือน้อยกว่านี้หากส่วนผสมไม่มีคุณภาพ)
แล้วอย่างงี้… กันแดดแบบกินช่วยกันแดดได้จริงไหม?
จากการอธิบายข้างต้นก็จะเห็นว่ากันแดดแบบกินนั้นสามารถช่วยกันแดดได้จริงในทางอ้อม ดังนั้น กันแดดแบบกินจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการกันแดดอย่างสูงสุด อีกนัยหนึ่งจะหมายความว่า การเลือกใช้กันแดดแบบกินอย่างเดียว ไม่สามารถทดแทนกันแดดแบบดั้งเดิมอย่างการทาครีมกันแดด การสวมเสื้อกันรังสียูวี หรือการกางร่มเมื่อออกแดดได้
เหตุผลที่กันแดดแบบกิน ไม่สามารถช่วยกันแดดได้ 100% นั้นง่ายมาก! โดยปกติแล้ววิธีกันแดดแบบดั้งเดิมที่กล่าวไปข้างต้นก็ไม่ได้มีวิธีไหนที่ช่วยกันแดดได้อย่างสมบูรณ์ แม้แต่วิธียอดนิยมอย่างการทาครีมกันแดดก็ยังต้องมีวิธีที่ถูกต้องของมัน ไม่ว่าจะเป็นการทากันแดดในปริมาณที่เหมาะสม (2 ข้อนิ้ว, เท่าเหรียญสิบ, หนึ่งช้อนชา ฯลฯ) เคล็ดลับที่ต้องทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15-30 นาที หรือจะเป็นการเติมกันแดดทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นต้น
ทั้งนี้ ก็ใช่ว่ากันแดดแบบกินไม่มีประโยชน์นะ! เพราะอย่างที่ได้เอ่ยถึงข้างต้นว่า กันแดดกินได้มักจะมีคุณสมบัติในการ ‘ต้านอนุมูลอิสระ’ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้นอกเหนือจากเรื่องผิวแล้ว ยังช่วยบำรุงสุขภาพแบบรอบด้านด้วย แต่จะช่วยอะไรได้บ้าง? มาดูหัวข้อถัดไปกันเลย!
ข้อดีของกันแดดกินได้ที่แตกต่างจากกันแดดแบบทา
แม้กันแดดกินได้จะไม่ได้ช่วยปกป้องผิวแบบ 100% แต่ก็ยังมีคุณสมบัติที่สร้างความแตกต่างจากวิธีกันแดดแบบอื่น ๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น
ช่วยปกป้องผิวจากภายในสู่ภายนอก
การกินกันแดดที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ย่อมได้ประโยชน์จากภายในร่างกาย ช่วยปกป้องผิวไม่ได้รังสียูวีเข้ามาทำร้ายได้ง่าย โดยการเสริมสร้างความแข็งแรงของผิว
ให้ความสะดวกสบาย (เมื่อเทียบกับการทากันแดด)
วิธีกันแดดแบบดั้งเดิมนั้นต้องกะเวลาเพื่อทาครีมกันแดดให้ทั่วตัวและกะปริมาณให้เหมาะสมกับผิวแต่ละพื้นที่ ในขณะที่กันแดดแบบกิน เพียงแค่ต้องกินตามปริมาณที่ฉลากกำหนด และกินก่อนออกแดด 30 นาที ระหว่างนี้ก็สามารถไปทำอย่างอื่นก่อนได้ เช่น แต่งหน้า แต่งตัว ไม่ต้องเสียเวลานั่งทา แต่จะเหมาะกับคนที่ไม่ได้ออกแดดแรงเท่านั้นนะ!
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกันแดด
การกินกันแดดร่วมกับวิธีกันแดดแบบอื่น ๆ ย่อมช่วยให้เราได้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้เต็มที่ยิ่งขึ้นแน่นอน เพราะอย่างที่บอกว่าการกันแดดแต่ละแบบนั้นไม่สามารถปกป้องผิวได้ 100% การมีตัวช่วยเสริมกันด้วยจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แถมกันแดดแบบกินได้ยังกระจายผลลัพธ์ไปทั้งตัว เผื่อบริเวณที่เราไม่สามารถทาครีมอย่างทั่วถึงได้
ได้บำรุงผิวไปในตัว
เพราะกินแดดแบบกินส่วนใหญ่มักจะใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี คอลลาเจน กรดไฮยาลูรอนิก ไนอะซินาไมด์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายประเภท ทำให้กันแดดกินได้มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวไปด้วย โดยที่เราไม่ต้องหาซื้ออย่างอื่นเพิ่มให้เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายนั่นเอง!
วิตามินกันแดดแบบกิน อันตรายหรือเปล่า?
หากกันแดดแบบกินหรือวิตามินกันแดดที่เราเลือกทานมีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐานก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เพราะโดยทั่วไปแล้ว กันแดดแบบกินมักจะประกอบด้วยส่วนผสมที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่า ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก จึงไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง แต่ก็ต่อเมื่อมีการใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น อันเป็นข้อควรระวังในการทานอาหารเสริมทุกรูปแบบอยู่แล้ว แค่เลือกกันแดดกินได้ที่มีความปลอดภัยและทำตามคำแนะนำข้างฉลากก็เพียงพอนะ!
กินวิตามินกันแดดติดต่อกันมากเกินไป ส่งผลอะไรไหม?
ส่วนใหญ่แล้วการกินอาหารเสริมติดต่อกันนานมาก ๆ จะส่งผลเสียร้ายแรงก็ต่อเมื่อ เราไม่ได้กินอาหารเสริมตามปริมาณที่ฉลากกำหนด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด Cosma Health แนะนำให้กินวิตามินกันแดดติดต่อกันนานที่สุด 3 เดือนเท่านั้น แล้วจึงหยุดกินก่อนอย่างน้อย 1-2 เดือนแล้วค่อยกลับมากินกันแดดใหม่ เพื่อให้อวัยวะที่ทำงานเกี่ยวกับสารอาหารดังกล่าวอย่างตับหรือไตไม่ต้องทำงานหนักเกินไป (หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ประจำตัวเพื่อหาอาหารเสริมที่เหมาะสมกับร่างกายของเราจะดีกว่านะ!)
วิตามินอะไรที่ช่วยกันแดด ทำให้ผิวทนแดดได้ดีขึ้น
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วทุกคนก็คงสงสัยว่า แล้วสารต้านอนุมูลอิสระในวิตามินกันแดดนั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง? ต้องแอบกระซิบก่อนว่าสารต้านอนุมูลอิสระหรือ Antioxidant นั้นมีอยู่ในอาหารหลากหลายชนิดและมีด้วยกันหลายแบบ แต่จะสารต้านอนุมูลอิสระที่มักนิยมนำมาใส่ในอาหารเสริมกันแดดแบบกินนั้นจะมีดังนี้
ไลโคปีน (Lycopene)
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการถูกทำลายของดีเอ็นเอ โปรตีน และไขมัน ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน จึงช่วยให้ผิวสามารถต้านทานรังสียูวีได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้น ปรับผิวให้เรียบเนียนยืดหยุ่นอีกด้วย
เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene)
คุณสมบัติเด่นของเบต้าแคโรทีนในฐานะ Antioxidant คือช่วยปรับปรุงสุขภาพของผิวและให้สัมผัสเนียนนุ่ม! ด้วยความสามารถในการลดปฏิกิริยา Oxidative stress ทำให้ผิวแก่ช้าลง ช่วยชะลอวัย ลดเลือนริ้วรอย และแน่นอนว่าช่วยให้ผิวแข็งแรงท้าแดดได้ดีเช่นกัน
วิตามินซี (Vitamin C)
หนึ่งในความสามารถที่โดดเด่นของ Antioxidant นี้คือ การเสริมสร้างคอลลาเจน ปรับสีผิว และต้านทานแสงแดดได้ดี แต่นอกจากนี้ หากเราทานวิตามินซีเป็นประจำยังช่วยให้รอยด่างดำแลดูจางลง พร้อมคุณสมบัติในการต้านทานโรคไข้หรือหวัดให้อาการไม่รุนแรงหรือป้องกันไม่ให้เป็นบ่อยได้ด้วยนะ!
แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin)
ว่ากันว่าแอสต้าแซนธินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพกว่าวิตามินซีถึง 6,000 เท่า! สกัดมาจากสาหร่ายฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส ซึ่งให้สารต้านอนุมูลอิสระจำพวกแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ช่วยในการป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำร้ายจนเสื่อมสภาพและช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน แอสต้าแซนธินเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการอาหารเสริมบำรุงผิว และด้วยคุณสมบัติทำให้มีราคาค่อนข้างสูง กันแดดกินได้หลายแบรนด์ก็มักจะมีแอสต้าแซนธินเป็นส่วนประกอบหลัก
วิตามินอี (Vitamin E)
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าวิตามินอีมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน จุดเด่นของวิตามินอีคือช่วยไม่ให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ช่วยปกป้องเซลล์ไม่ให้โดนทำร้ายจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ วิตามินอีบางรูปแบบยังมีส่วนช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดเลือนรอยดำ รอยแผลเป็นจากสิว ไปจนถึงลดริ้วรอยได้อีกด้วย
ซิงก์ (Zinc)
นอกจากจะช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดีแล้ว ซิงก์ยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย เร่งการสมานแผล ต้านอักเสบ กักเก็บความชุ่มชื้น และคุณสมบัติในการเป็น Antioxidant ของซิงก์ยังสามารถปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายของแสงยูวี ป้องกันไม่ให้ DNA ถูกทำลายจากอยู่ท่ามกลางแสงแดดมากเกินไปด้วย (มักถูกใส่มาในครีมกันแดด)
โพลีฟีนอล (Polyphenols)
โพลีฟีนอลเป็นกลุ่มต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ตามพืช ผัก ผลไม้ ชา หรือไวน์ มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบของเซลล์เป็นหลัก ทำให้ผิวแข็งแรง ทั้งยังช่วยลดการสร้างเม็ดสีผิว กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ทำให้มีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ริ้วรอยและจุดด่างดำจึงแลดูจางลง แถมยังเพิ่มความชุ่มชื้นอิ่มน้ำให้ผิวอีกด้วย!
วิตามินกันแดด กินตอนไหนดี?
หากต้องการให้วิตามินกันแดดได้ผลดีที่สุด ควรทานก่อนออกแดดอย่างน้อย 15-30 นาที เพื่อให้เกิดการดูดซึมและนำไปใช้งานอย่างเต็มที่ แต่หากต้องออกแดดตลอดทั้งวัน แนะนำให้ทานเสริมทุก 4-5 ชั่วโมงเพื่อประสิทธิภาพ หรือทานตามปริมาณที่ฉลากอาหารเสริมแบรนด์นั้น ๆ แนะนำ ทั้งนี้ ก็ควรทานพร้อมกับการดูแลผิวด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การกันแดดแบบทา กางร่ม หรือสวมเสื้อกันรังสียูวี จะดีที่สุด
สนใจผลิตอาหารเสริมกันแดดแบบกิน
ปรึกษาก่อน ได้เปิดธุรกิจก่อน!
สรุป กันแดดกินได้ ช่วยป้องกันแดดจริงไหม?
กันแดดแบบกิน สามารถช่วยป้องกันแดดได้จริง แต่จะเป็นในแง่ของการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวสามารถต่อสู้กับการถูกทำร้ายจากแสงแดดด้วยตัวเองได้มากกว่า ทั้งนี้ การกินวิตามินกันแดดก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ วิธีการไม่ยุ่งยาก ช่วยบำรุงผิวและสุขภาพด้านอื่น ๆ ไปในตัว และยิ่งกินกันแดดร่วมกับการกันแดดวิธีอื่นก็จะยิ่งช่วยให้เราปกป้องผิวตัวเองจากแสงแดดในเปอร์เซนต์ที่สูงขึ้นด้วย!

